รับซื้อสว่านโรตารี่มือสอง รับถึงที่ พร้อมวิธีเช็กรุ่นและประเมินราคา
สว่านโรตารี่เป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่องานเจาะคอนกรีต งานก่อสร้าง งานระบบ และงานสกัดในรุ่นที่รองรับ จึงมีโครงสร้างและกลไกต่างจากสว่านไฟฟ้าทั่วไป
เมื่อผู้รับเหมาเปลี่ยนเครื่องมือ บริษัทปิดโครงการ ร้านช่างมีเครื่องเหลือ หรือเจ้าของเครื่องไม่ได้ใช้งานแล้ว จึงเกิดการค้นหา รับซื้อสว่านโรตารี่, รับซื้อสว่านโรตารี่มือสอง, รับซื้อสว่านโรตารี่เก่า, รับซื้อสว่านโรตารี่ให้ราคาสูง, รับซื้อสว่านโรตารี่รับถึงที่, รับซื้อเหมาสว่านโรตารี่, รับซื้อสว่านโรตารี่เลิกใช้งาน, รับซื้อสว่านโรตารี่ใกล้ฉัน และรับซื้อสว่านโรตารี่ด่วน
ก่อนขายควรรู้ว่าสว่านโรตารี่มีความแตกต่างกันมากทั้งขนาด แรงกระแทก ระบบจับดอก และโหมดการทำงาน ทำให้ราคามือสองแตกต่างกันอย่างชัดเจน
สว่านโรตารี่ต่างจากสว่านกระแทกอย่างไร
สว่านกระแทกทั่วไปใช้กลไกสร้างแรงกระแทกขณะหมุนเพื่อช่วยเจาะอิฐหรือวัสดุก่อสร้างบางประเภท
สว่านโรตารี่ใช้ระบบสร้างแรงกระแทกที่ออกแบบสำหรับงานคอนกรีตโดยตรง จึงเหมาะกับงานเจาะที่หนักกว่า และหลายรุ่นสามารถเปลี่ยนเป็นโหมดสกัดได้
ดังนั้นเวลาขาย ควรระบุว่าเป็นสว่านกระแทกหรือสว่านโรตารี่ให้ถูกต้อง เพราะเป็นเครื่องมือคนละประเภทและราคาตลาดต่างกัน
SDS Plus และ SDS Max มีผลต่อราคาหรือไม่
มีผล เพราะสะท้อนขนาดและประเภทงานที่เครื่องถูกออกแบบมาให้ทำ
SDS Plus พบมากในสว่านโรตารี่ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง เหมาะกับงานเจาะคอนกรีตทั่วไปและงานติดตั้ง
SDS Max พบในเครื่องขนาดใหญ่สำหรับงานหนักมากขึ้น เช่น การเจาะรูขนาดใหญ่และงานสกัด
แต่เครื่อง SDS Max ไม่ได้มีราคามือสองสูงกว่า SDS Plus ทุกกรณี เพราะยังต้องพิจารณารุ่น สภาพ และความต้องการของตลาด
สิ่งที่ต้องตรวจเมื่อประเมินสว่านโรตารี่มือสอง
จุดแรกคือระบบกระแทก เครื่องควรสร้างแรงกระแทกสม่ำเสมอ ไม่อ่อนผิดปกติและไม่มีเสียงโลหะกระแทกผิดลักษณะ
หัวจับ SDS ต้องล็อกดอกได้แน่น ดึงดอกออกไม่ได้โดยไม่ปลดล็อก และไม่หลวมจนดอกแกว่งมากเกินปกติ
ชุดเกียร์ควรหมุนเรียบ ไม่มีเสียงเฟืองแตกหรืออาการติดขัด
ระบบปรับโหมดต้องเปลี่ยนได้ครบ หากเครื่องมีโหมดเจาะ โหมดเจาะกระแทก และโหมดสกัด ควรทดลองทุกตำแหน่ง
สวิตช์ สายไฟ หรือแบตเตอรี่ต้องตรวจตามประเภทของเครื่อง
ระบบป้องกันแรงสะบัดและระบบลดการสั่นในรุ่นที่มีควรตรวจเพิ่มเติม เพราะเป็นคุณสมบัติสำคัญของเครื่องมือระดับมืออาชีพ
รุ่นและยี่ห้อสว่านโรตารี่ที่ควรรู้จัก
Bosch GBH
Bosch เป็นแบรนด์ที่มีสว่านโรตารี่ในตระกูล GBH หลายขนาด รุ่นที่พบในตลาดได้แก่ GBH 2 26 และ GBH 2 28
Bosch ระบุว่า GBH 2 26 ใช้หัวจับ SDS Plus ให้พลังงานกระแทก 2.7 จูล และรองรับการเจาะคอนกรีตด้วยดอกสว่านตามช่วงที่กำหนดของเครื่อง
รุ่น GBH 2 28 มีกำลังไฟ 880 วัตต์และพลังงานกระแทก 3.2 จูล พร้อมระบบ KickBack Control และ Vibration Control ในรุ่นที่ผู้ผลิตระบุ
เมื่อประเมิน Bosch มือสอง จึงควรถ่ายภาพป้ายรุ่นให้ชัด เพราะตัวเลขรุ่นใกล้เคียงกันไม่ได้หมายความว่าสเปกเท่ากัน
Makita
Makita มีสว่านโรตารี่หลายกลุ่ม ตั้งแต่เครื่อง SDS Plus สำหรับงานติดตั้งไปจนถึงเครื่องขนาดใหญ่สำหรับงานก่อสร้าง
รุ่นที่เจ้าของเครื่องมือมักพบในตลาดมือสอง เช่น HR2470 และตระกูล HR รุ่นอื่น
การประเมินควรดูหัวจับ ระบบกระแทก ลูกปืน ชุดเกียร์ แปรงถ่านในรุ่นที่ใช้มอเตอร์ประเภทดังกล่าว และสภาพสายไฟ
Hilti
Hilti เป็นแบรนด์ที่พบในงานก่อสร้างมืออาชีพ โดยตระกูล TE ครอบคลุมเครื่องมือเจาะคอนกรีตหลายระดับ
ตัวอย่างเช่น Hilti TE 2 เป็นสว่านโรตารี่ SDS Plus โดย Hilti Thailand ระบุช่วงเจาะที่เหมาะสม 4 ถึง 14 มิลลิเมตรและพลังงานกระแทกเดี่ยว 1.8 จูล
เครื่อง Hilti มือสองควรระบุรหัสรุ่นให้ครบ เนื่องจาก TE แต่ละหมายเลขออกแบบสำหรับลักษณะงานและขนาดที่ต่างกัน
Milwaukee
Milwaukee มีสว่านโรตารี่ระบบ M18 หลายขนาด ตั้งแต่เครื่องขนาดกะทัดรัดไปจนถึงเครื่องงานหนัก
ตัวอย่างเช่น M18 FHAC16 เป็นสว่านโรตารี่ SDS Plus ขนาดกะทัดรัด ให้พลังงานกระแทก 1.7 จูล และใช้แบตเตอรี่ระบบ M18 ตามข้อมูลของ Milwaukee
นอกจากนี้ยังมี M18 FHP และ FHPX ขนาด 32 มิลลิเมตร ซึ่งผู้ผลิตระบุพลังงานกระแทก 5 จูล
เมื่อซื้อขายเครื่องไร้สายกลุ่มนี้ แบตเตอรี่และแท่นชาร์จจึงเป็นส่วนสำคัญของมูลค่ารวม
DeWalt และแบรนด์อื่น
DeWalt มีเครื่องโรตารี่ทั้งแบบมีสายและไร้สาย รวมถึงเครื่องที่ใช้ระบบ SDS Plus และระบบสำหรับงานหนัก
แบรนด์อื่น เช่น HiKOKI และเครื่องมือระดับอุตสาหกรรมจากผู้ผลิตรายต่าง ๆ ก็สามารถประเมินได้เช่นกัน
ไม่ควรตัดสินราคาจากชื่อแบรนด์อย่างเดียว เพราะเครื่องรุ่นเล็กกับรุ่นงานหนักในแบรนด์เดียวกันอาจมีราคาตลาดต่างกันหลายระดับ
สว่านโรตารี่แบบมีสายกับแบบแบตเตอรี่ แบบไหนมีราคาดีกว่า
ไม่มีคำตอบเดียว
แบบมีสายมีข้อดีคือไม่ต้องพิจารณาอายุแบตเตอรี่ และเหมาะกับงานต่อเนื่องในพื้นที่มีไฟฟ้า
แบบแบตเตอรี่ได้ความคล่องตัวและอาจมีมูลค่าเพิ่มจากแบตเตอรี่ แต่หากแบตเตอรี่เสื่อม ต้นทุนในการจัดชุดพร้อมใช้งานจะสูงขึ้น
จึงต้องประเมินเป็นรายรุ่น






